วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551

ประโลมใจปีใหม่ประเทืองจิต

ประกอบใดในกิจที่ชื่นชอบ
ประสงค์ใดที่ตอบสนองฝัน
ประสานใดที่เชื่อมความผูกพัน
ประสิทธิ์นั้นประสาทพรย้อนกระทำ
ประทีปส่องทางธรรมย้ำความคิด
ประจำจิตด้วยความดีที่คมขำ
ประคองตนพ้นเหตุแห่งทุกข์นำ
ประเชิญกรรมคงสติสิรินาน
ประณิธานหย่อนยานไปปีใหม่นี้
ประเดิมสิ่งดีดีผสมผสาน
ประเจิดปฏิบัติขจัดมาร
ประจงขานรับมงคลผลเจริญ
ประสบสุขทางกายวาจาจิต
ประดับชีวิตนับอนันต์คำสรรเสริญ
ประชุมชนทำดีงานดีเลิศ
ประทับเพลินคุณธรรมนำชิไทย
ประเทศใดมีชนเจริญจิต
ประเพณีเสริมกิจให้สดใส
ประดิษฐ์ชอบประโยชน์ล้ำอ่าอำไพ
ประกาศได้ ‘อารยประชาชน’
ประณตน้อมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วแหล่งหล้า
ประสาธน์พาคนไทยในทุกหน
ประมวลภาพเถลิงชัยในกมล
ประโมทย์ล้นเจริญดีที่ใจเอย ฯ

เยาวชนช่วยชาวบ้าน

นักวิจัยชุมชนโรงเรียนนิคมควนขนุนวิยา ได้ทำเครื่องมือวิจัยเรื่องทุกข์ของครอบครัวในชุมชน จึงได้ค้นพบคนที่ทุกขที่สุดในชุมชน ดังตัวอย่างคือ
ชื่อ นายชื่น ช่อสม อายุ 76 ปี
ที่อยู่ 97 หมู่ 2 ต.ลานข่อย อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง
สถานภาพ สมรส ภรรยาชื่อ นางคล้าย ช่อสม อายุ ปี
สภาพครอบครัว
มีลูก 5 คน เสียชีวิตไปแล้ว 3 คน มีชีวิตอยู่ 2 คน มีอยู่ 1 คนที่เป็นคนพิการ คือ นายรุ่น ช่อสม
อยู่ด้วยกัน 2 คนกับนางคล้ายผู้เป็นภรรยา (ตอนกลางคืนจะมีนายรุ่น ช่อสม มานอนค้างด้วย) สภาพบ้านเป็นบ้านเก่า 2 ชั้น ข้างล่างเป็นปูนข้างบนเป็นไม้ สภาพเก่ามาก ชั้นบนไม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ได้ ไม่มีฝาบ้าน หลังคาก็รั่ว มีปลวกกินฝาบ้าน(ที่เหลืออยู่ ) เสา พื้นบ้านไม่สะอาด อาศัยนอนบนเตียง ข้าวของจัดวางแออัดมาก ยามฝนตกต้องเอาภาชนะมารองรับ และหลบฝนกันทั้งคืนดูน่าเวทนามาก หน้าบ้านมีน้ำขังเพราะบ้านข้างๆถมดินสูง เมื่อฝนตกน้ำไม่สามารถจะระบายได้ก็เลยท่วมขัง เสื้อผ้าที่ใส่ก็เป็นเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เพื่อนบ้านให้มาบ้าง
ทั้งสองประกอบอาชีพเก็บของขายพอประทังชีวิตไปวันๆ มีที่ดินอยู่ 4 ไร่ มีมะพร้าวพอที่จะเก็บขายได้ เมื่อก่อนมีที่ดินมากพอสมควรต่อด้วยเหตุบางประการก็ต้องเสียที่ดินไป และมีรายได้จากค่าดำรงชีพของคนชรา เดือนละ 500 บาท ( 2 คน√1,000 บาท) ลูกก็ไม่ค่อยได้ดูแลเอาใส่นัก อย่างอื่นยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานใดๆ
นายชื่น เป็นคนที่ดื่มสุรา มีการเมาปรากฏให้เห็น บางครั้งก็ขอเงินชาวบ้านไปดื่มสุรา แต่นางคล้ายยังเป็นคนใจบุญอยู่บ้างชอบตักบาตรในตอนเช้า ทั้งสองคนไม่อยากขอความช่วยเหลือจากใครเพราะเกรงใจคนอื่น ก็เลยอาศัยความอดทนและประหยัดรวมทั้งความขยัน
ความหวังและความปราถนา ความหวังและความปรารถนาของนายชื่นคือ การได้รับการช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้านที่เก่าและผุพัง นั้นเป็นความปรารถนาอันยิ่งยวด และยินดีที่จะเลิกเหล้า หากมีใครช่วยเหลือ

ชีวิตอาสากับการพัฒนาครอบครัว

คุณอภัย สุวรณจินดา
คณะทำงานชุมชนตะโหมด
5 ปี บนเส้นทาเวทีเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็งของจังหวัดพัทลุง เป็นประสบการณ์ เป็นบทเรียนชีวิต จากการที่ได้อบรมและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเวทีเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยมีสถาบันครอบครัวรักลูก เป็นผู้แบ่งปัน ความรัก ความเข้าใจ สถาบันครอบครัวในชนบทมาให้
ผมเองไม่เคยคิดเลยว่า ทำไมต้องมาเรียนรู้เรื่องครอบครัว ทั้งๆที่เรามีครอบครัวอยู่แล้ว
ประมาณปลายปี 2546 ที่มีผู้ประสานงานสถาบันครอบครัวรักลูกเข้ามาดำเนินงาน สร้างทีมงานโดยการจัดเวทีประชาคม เพื่อค้นหาปัญหาของชุมชนบ้านตะโหมด เมื่อจัดลำดับความสำคัญ ของปัญหา ค้นพบปัญหาครอบครัวรวมอยู่ด้วย ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาของชุมชนด้วยการเริ่มต้นที่ครอบครัว
ปี 2547 ผมเองได้เข้ามาเป็นแกนนำของคณะทำงานครอบครัวเข้มแข็งชุมชนบ้านตะโหมด ผ่านการอบรมแกนนำและวิทยากรกระบวนการครอบครัวเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวรักลูก เพื่อมาขับเคลื่อนงานในชุมชนให้ได้ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว โดยจัดกิจกรรมเวทีเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็ง ท่สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีของชุมชน
ในเวทีได้เห็นทุกข์ สุข ปัญหาชีวิต ที่หลายคนสะท้อนออกมา ความเอื้ออาทรภูมิปัญญา วิถีชีวิต เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง
ประสบการเหล่านี้จึงทำให้ผม มีคำตอบว่า ทำไมเราต้องมาเรียนรู้เรื่องครอบครัว เป็นแกนนำอาสาทำงานให้กับศูนย์เรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็งอย่างภาคภูมิใจ
เตรียม เอ้ เตรียมๆๆ เอ้ๆๆ
เอ้ๆๆ เตรียมๆๆ รวมพลัง
หนึ่ง สอง สาม หนึ่ง สอง สาม หนึ่ง สองสาม หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด ครอบครัวเข้มแข็ง สู้
เสียงปรบมือ เพื่อแสดงพลังตามแบบฉบับของผู้เข้าร่วมเรียนรู้ในกิจกรรมของครอบครัวเข้มแข็ง ยังคงอยู่ในความทรงจำตลอด
เป็นเวทีที่สร้างนักอาสาพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง ใช้เวทีในการแลกเปลี่ยน ภายใต้กติกาที่ว่า ทุกความคิดมีคุณค่า เมื่อมีคนพูดต้องมีคนฟัง เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงออกถึงการแสดงความคิดเห็น ประสบการณ์ มาแลกเปลี่ยนกันในเวทีเรียนรู้ครอบครัวเข้มแข็งอย่างกว้างขวาง
สิ่งดีที่พี่น้องชาวครอบครัวเข้มแข็ง ต่างหยิบย่นให้กันและกันนั้นคือ รอยยิ้ม และความห่วงใย สิ่งเหล่านี้สร้างความรัก ความอบอุ่นให้คณะทำงาน และแกนนำที่ร่วมงาน กันมาโดยไม่รู้จักคำว่า เหนื่อย
ก้าวเดินไปเถิดเหล่าผู้นำอาสา ฟื้นฟูพัฒนาครอบครัว หนทางข้างหน้าถึงแม้จะมีปัญหาอุปสรรค แต่เรามีความรักที่จะสร้างสังคม โดยใช้รากฐานความสัมพันธ์ของครอบครัวให้มีความตระหนักถึงการดูแลกันและกันเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในครอบครัวที่ยากจะแก้ไข
วันนี้ยังมีเวลา พรุ่งนี้อาจจะสายไป
ก้าวไปอย่างมั่นคง ตามวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมาย

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2551

การเปลี่ยนแปลงของครอบครัวน้องนุ่น

อ.ช่อผกา ทองสง
คณะทำงานโรงเรียนปัญญาวุธ
นางสาว ธารีรัตน นุ่นเกลี้ยง น้องนุ่นเป็นนักเรียนชั้นมัธยม 3 โรงเรียนปัญญาวุธ ได้อาสาเป็นนักวิจัยของชุมชน เมื่อก่อนนุ่นเป็นเด็กขี้อาย ไม่ค่อยกล้าพูด ไม่ค่อยรู้จักกับเพื่อนบ้าน หลังจากที่อบรมเป็นนักวิจัย น้องนุ่นต้องไปสัมภาษณ์คนในชุมชน ทำให้น้องนุ่นต้องกล้าที่จะพูด และกล้าแสดงออกมากขึ้น
ครอบครัวของนุ่นมีด้วยกัน 4 คน คือ พ่อแม่ตัวของนุ่น และน้องชาย นุ่นเล่าว่าเมื่อก่อนนี้ พ่อเป็นคนใจร้อน ชอบดื่มเหล้า เมื่อเมาแล้วก็จะหาเรื่องทะเลาะกับแม่เป็นประจำ ทำให้น้องนุ่นรู้สึกเครียด จนบางครั้งถึงขั้นไม่สบาย ประกอบกับมีโรคประจำตัวเป็นโรงหอบหืดอยู่ด้วย จึงส่งผลถึงการเรียน
เมื่อครูช่อผกา ชวนพ่อเข้าร่วมกิจกรรม ลด ละเลิก อบายมุขในวันเข้าพรรษา ของโครงการครอบครัวเข้มแข็ง หลังจากนั้น พ่อก็ลดการดื่มลง จะมีดื่มบ้างเมื่อเพื่อนมาที่บ้าน ตอนนี้ครอบครัวของนุ่น มีความสุขากขึ้น พ่อกับแม่พูดคุยปรึกษากัน มีเงินเหลือเก็บเพื่อสร้างบ้านใหม่ และนุ่นยังบอกว่า ตัวองเรียนดีขึ้นกว่าเดิม และสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย

ประสบการณ์การทำงานครอบโรงการครอบครัวเข้มแข็ง

ครู อรวรรณ มาทอง
ชุมชนโรงเรียนหารเทารังสีประชาสรรค์

ข้าพเจ้าเดินทางเข้ามาสู่บ้านหลังใหม่อีกหนึ่งหลัง คือ “บ้านครอบครัวเข้มแข็ง” โดยที่ข้าพเจ้าเองไม่เคยคิดมาก่อนว่า ในสังคมนี้ยังมีสิ่งดีๆให้ค้นหาอีกมากมาย และเราเองสามารถสร้างสิ่งที่ดีให้กับชุมชนได้หลายอย่างเช่นกัน ข้าพเจ้ามีครอบครัวมาระยะหนึ่งประมาณ 13 ปี แต่ไม่สามารถประคับประคองให้เป็นครอบครัวอีกต่อไปจึงมีอันต้องล่มสลายลง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ข้าพเจ้าเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว มีลูกที่ต้องรับผิดชอบ มีหนี้สินที่ต้องรับภาระ (จากอดีต) แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ท้อถอย ก้มหน้าก้มตาทำงานราชการ และทำงานให้กับสังคมบ้างตามโอกาสอันควร
ช่วงปีแรกที่รับงานมาโดยเพื่อนยัดเหยียดก็ว่าได้ ชุมชนโรงเรียนหารเทารังสีประชาสรรค์ เกิดมาได้ 2 ขวบ แล้ว เริ่มจากคนที่ไปประชุมมาก่อนใครก็ผู้อำนวยการจำเนียร รักใหม่ กับครูชม รุ่งเรือง เมื่อมาถึงโรงเรียนได้เรียกข้าพเจ้าและครูอีก 2-3 คนมาบอกเล่าเรื่องราวที่ประชุมมา และเมื่อทางโครงการฯได้เรียกประชุมข้าพเจ้าก็ได้ไปประชุมแกนนำร่วมด้วย ไปกันทั้งครูและนักเรียนเกือบสิบคน เมื่อกลับจากประชุมมาถึงโรงเรียนฟอร์มทีมงานมีการออกคำสั่งเรียบร้อย แต่เอาเข้าจริงครูหลายคนบอกว่า “ยุ่ง/ไม่มีเวลา” ยิ่งต้องทำงาน/ หรือประชุมในวันหยุดทุกคนเลยถอย ข้าพเจ้าก็คิดว่าถอยมั่งดีกว่า แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดทำงานนี้มาได้ถึงสองปีแล้ว
สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้ายังทำไม่ได้ดีคือ การสร้างทีมงานเพิ่มจากเหตุผลข้างต้นสำหรับครูในโรงเรียนคงไม่มี (แต่จะมี 2-3 คนที่คอยช่วยเหลือเมื่อจัดกิจกรมเวทีหรือเรื่องอื่นๆ แต่ถ้าจะมาลงทำงานจริงจังเต็มตัวเขาไม่เอา จึงคิดว่าจะหาทีมงานในชุมชนเพิ่มเติม รวมทั้งการสร้างนักเรียนชุดใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมด้วย
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ข้าพเจ้าคิดว่าได้ประสบการณ์หลายอย่างที่มีประโยชน์กับตนเอง ครอบครัว นักเรียน และชุมชน ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้ามีความแข็งแกร่ง มุ่งมั่น มีจิตอาสา ทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะคิดว่าการทำงานกับครอบครัวมีประโยชน์มากๆ จากก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเลี้ยงลูกแบบไม่ค่อยใช้เหตุผล อารมณ์มักจะมาก่อน ปัจจุบันจะใจเย็นลงมาก มีอะไรจะถามเหตุผลก่อนลูกก็ไม่ค่อยใช้อารมณ์กับแม่ ทำให้เราเข้าใจกันมากมาขึ้น(อาจเป็นเพราะลูกโตขึ้นตามวัยก็ได้) ประสบการณ์หลายอย่างไม่สามารถคิดเป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นใดได้ แต่ถ้าเราได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆก็จะเกิดผลดีแก่ตนเองมากขึ้น ข้าพเจ้าจึงมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์ไปเผยแพร่ บอกเล่า ด้วยวาจา หรือเขียนเป็นเอกสารถ้ามีโอกาส